พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ชาติภูมิ เดิมชื่อ โต เป็นบุตรของนาง งุด บิดาไม่เป็นที่ปรากฏ ตา ชื่อ ผล ยายชื่อนางลา ถือกำเนิด ในแผ่นดิน รัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราช เมื่อ วันพฤหัสที่ 17 เมษายน พ.ศ.2331 สัมฤทธิศก จุลศักราช1150 เวลา ประมาณ 06.54 น. ตรงกับเดือน 5 ขึ้น 12 ค่ำ ปีวอก
เดิมแม่เป็นชาวบ้าน ท่าอิฐ อำเภอบ้านโพ (อำเภอเมือง ในปัจจุบัน) จังหวัดอุตรดิตถ์ ต่อมาเกิดฝนแล้ง ติดต่อกันหลายปี ทำนาไม่ได้ผล จึงย้ายมาอยู่ ที่เมืองกำแพงเพชร (และน่าจะได้พบกับ พ่อของท่านเจ้าประคุณ สมเด็จ ฯ(โต) ณ เมืองนี้) พอตั้งท้อง ก็ได้ไปอยู่กับยาย ที่เรือนแพหน้าวัดไก่จ้น และวัดสะตือ ตำบลท่าหลวง อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แม่งุดเมื่อคลอดเด็กชายโตแล้ว ขณะยังนอนเบาะอยู่ก็ได้ย้ายไป อยู่บริเวณ วัดไชโย ใน จังหวัด อ่างทอง ระยะหนึ่ง ต่อมามารดา ก็ได้ย้ายไปตั้งถิ่นฐาน ไปอยู่ที่ตำบล บางขุนพรหม กรุงเทพฯ และสอนยืนได้ ที่บริเวณ ตำบลบางขุนพรหมนี้
เมื่อโตขึ้นแม่ได้มอบตัว ให้เป็นศิษย์ของ ท่านเจ้าคุณอรัญญิก เจ้าอาวาส วัดอินทรวิหาร เพื่อศึกษา อักขรสมัย เมื่ออายุ 12 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อปีวอก พ.ศ.2342 โดยมีพระบวรวิริยเถระ(อยู่) เจ้าอาวาสวัด บางลำภูบน (วัดสังเวชวิศยาราม-ปัจจุบัน) เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อบรรพชาแล้ว ได้ศึกษาเล่าเรียนอยู่ ณ วัดอินทรวิหาร จนหมดความรู้ ของครูอาจารย์ มีความประสงค์ ที่จะศึกษาภาษาบาลีต่อ ท่านเจ้าคุณอรัญญิกจึงได้นำไป ฝากอยู่กับ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์(นาค เปรียญเอก) วัดระฆังโฆสิตาราม สามเณรโต เป็นผู้มีความวิริยะ อุตสาหะในการศึกษา เป็นอย่างดี มีวัตรปฏิบัติที่งดงามน่าเลื่อมใส จนปรากฏว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นสมเด็จ ฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ทรงโปรดปรานมาก ทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้พระราชทาน เรือกราบกัญญา หลังคากระแชง ให้ท่านไว้ใช้สอยตามอัธยาศัย เมื่ออายุ 20 ปี ตรงกับปีเถาะ พ.ศ.2350 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้เป็นนาคหลวง อุปสมบท ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)
โดยมีสมเด็จพระสังฆราช(สุก) วัดมหาธาตุ เป็นพระอุปัชฌาย์ให้ฉายาว่า พฺรหฺมรํสี และเรียกว่า มหาโต ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สมณศักดิ์ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) ไม่ติดในยศศักดิ์ ได้ปฏิเสธเรื่อยมา จนกระทั่งไม่สามารถ หลีกได้จึงจำใจยอมรับ - เป็นพระธรรมกิตติ สถาปนาพร้อมกับ ตำแหน่งเจ้า อาวาสวัด ระฆังโฆสิตาราม โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปีชวด พ.ศ.2395 ขณะอายุ 65 ปี
- เป็นพระเทพกวี เมื่อปีขาล พ.ศ. 2397
- เป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี)
สถาปนาในคราวสมเด็จพระพุฒาจารย์(สน) วัดสระเกศมรณภาพลง ซึ่งตรงกับ วันพฤหัสบดี ขึ้น 9 ค่ำ เดือนยี่ ปีชวด พ.ศ.2407 นับเป็น สมเด็จพระพุฒาจารย์ รูปที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในปีที่ 5 แห่งแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พฺรหฺมรํสี) ได้ไปดูงานก่อสร้างพระโต วัดบางขุนพรหมใน(วัดอินทรวิหารปัจจุบัน) ได้มรณภาพ ที่บนศาลาการเปรียญ วัดบางขุนพรหมใน ด้วยโรคลมปัจจุบัน เมื่อวันเสาร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ.2415 ตรงกับ แรม 2 ค่ำ เดือน 8 (ต้น) ปีวอก จัตวาศก จุลศักราช 1234 เวลา 24.00 น. คิดทด หักเดือน ตามอายุโหราจารย์ ตามสุริยคตินิยม จึงเป็นสิริอายุรวม 84 ปี พรรษา 64
คาถาชินบัญชร โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)
พระคาถานี้เป็นคาถาศักดิ์สิทธิ์ตกทอดมาจากลังกา ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ค้นพบในคัมภีร์โบราณ และได้ดัดแปลงแต่งเติมให้ดีขึ้นเป็นเอกลักษณ์พิเศษ ผู้ใดสวดภาวนา พระคาถานี้เป็นประจำ สม่ำเสมอ จะทำให้เกิดความสิริมงคลแก่ตนเอง ศัตรูไม่กล้ากล้ำกราย มีเมตตามหานิยม ขจัดภัยตลอดจนคุณไสยต่างๆ เพื่อให้เกิดอานุภาพยิ่งขึ้น ก่อนเจริญภาวนาให้ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วระลึกถึงและตั้งคำอธิษฐานว่า
ปุตตะกาโมละเภปุตตัง ธะนะกาโมละเภธะนัง อัตถิกาเยกายะญายะ เทวานังปิยะตังสุตตะวา อิติปิโสภะคะวา ยะมะราชาโน ท้าวเวสสุวัณโณ มรณังสุขัง อะระหังสุคะโต นะโมพุทธายะ
เริ่มบทพระคาถาชินบัญชร
๑.ชะยาสะนาคะตา พุทธา เชตะวา มารัง สะวาหะนัง จะตุสัจจาสะภัง ระสัง เยปิวิงสุ นะราสะภา
๒.ตัณหังกะราทะโย พุทธา อัฏฐะวีสะติ นายะกา สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง มัตถะเก มุนิสสะรา
๓.สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง อุเร สัพพะคุณากะโร
๔.หะทะเย เม อะนุรุทโธ สารีปุตโต จะทักขิเณ โกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง โมคคัลลาโน จะวามะเก
๕.ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง อาสุง อานันทะราหุโล กัสสะโป จะ มะหานาโม อุภาสุง วามะโสตะเล
๖.เกสันเต ปิฏฐิภาคัสมิง สุริโย วะ ปะภังกะโร นิสินโน สิริสัมปันโน โสภิโต มุนิปุงคะโว
๗.กุมาระกัสสะโป เถโร มะเหสี จิตตะวาทะโก โส มัยหัง วะทะเนนิจจัง ปะติฏฐาสิ คุณากะโร
๘.ปุณโณ อังคุลิมาโลจะ อุปาลี นันทะสีวะลี เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา นะลาเฏ ตีละกา มะมะ
๙.เสสาสีติ มะหาเถรา วิชิตา ชินะสาวะกา เอเตสีติ มะหาเถรา ชิตะวันโต ชิโนระสา ชะลันตา สีละเต เชนะ อังคะมังเคสุ สัณฐิตา
๑๐.ระตะนัง ปุระโต อาสิ ทักขิเณ เมตตะสุตตะ ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ วาเม อังคุลิมาละกัง
๑๑.ขันธะโมระปะริตตัญจะ อาฏานาฏิยะสุตตะกัง อากาเส ฉะทะนัง อาสิ เสสา ปาการะสัณฐิตา
๑๒.ชินนานา วะระสังยุตตา สัตตะปาการะลังกะตา วาตะปิตตาทิสัญชาตา พาหิรัชฌัตตุปัททะวา
๑๓.อะเสสา วินะยัง ยันตุ อะนันตะชินะเตชะสา วะสะ โต เม สะกิจเจนะ สะทา สัมพุทธะปัญชะเร
๑๔.ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ วิหะรันตัง มะฮีตะเล สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพเต มะหาปุริสาสะภา
๑๕.อิจเจวะมันโต สุคุตโต สุรักโข ชินานุภาเวนะ ชิตุปัททะโว ธัมมานุภาเวนะ ชิตาริสังโฆ สังฆานุภาเวนะ ชิตันตะราโย สัทธัมมานุภาวะปาลิโต จะรามิ ชินะปัญชะเรติ
พระสมเด็จวัดระฆัง
อยากให้คุณรู้เกี่ยวกับพระสมเด็จวัดระฆัง ในทุกแง่มุมอย่างเจาะลึกที่สุด
วันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2554
วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2552
- เล่นพระ...คนละมุม
ในวงการพระเครื่องมีคำพูด (ภาษาเซียน) ซึ่งมีความหมายว่า "ปลอม" อยู่หลายคำ เช่น ชุกซัว ซาลูตู้ ดุ๊ย กระตู้ฮู้ พระไม่ถูกพิมพ์แต่เนื้อถึง พระไม่มีพุทธคุณ พระไม่มีพลัง ไม่ถึงยุค อายุไม่ถึง ไม่ถนัดพระเนื้อนี้ ผิดทาง และพระดูยาก
(คำนี้อาจจะใช้ได้ทั้งเก๊ดูยากและแท้ดูยาก) หากใครได้ยินคำเหล่านี้เข้า ก็ขอให้ทำใจเผื่อไว้ล่วงหน้าด้วย เพราะการปลอมพระนั้นเป็นเรื่องที่จะประมาทไม่ได้ พระมีการพัฒนาและลงทุนมากขึ้นทุกขณะ มีมาตั้งแต่พระเครื่องเริ่มมีราคาเช่าหากัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พระบางองค์มีอายุปลอมเฉียดๆ ๑๐๐ ปี เพราะพระบางองค์เจ้าของได้รับการสืบทอดมาจากคนรุ่นทวด แต่เจ้าของพระลืมไปว่าการปลอมพระมีกันมาตั้งแต่คนรุ่นทวดเช่นกัน
อย่างไรก็ตามตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย จะพยายามสร้างมาตรฐานให้วงการพระเครื่องโดยมีการออกใบรับรองพระแท้มาอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นที่ยอมรับเสมอไป โดยเฉพาะการไม่ยอมรับของ "ชมรมนักอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยาม" ซึ่งมี นายกล้า เกษสุรินทร์ชัย เป็นประธาน ถึงขนาดกับมีการเปิดฝึกอบรมส่องพระสมเด็จพร้อมมอบไปรษณียบัตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นเกียรติว่าเป็นผู้รู้จริงๆ ไม่ใช่รู้เพียงแค่พื้นฐานเท่านั้น ขณะเดียวกันยังมีการจัดพิมพ์หนังสือ "พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม จักรพรรดิแห่งพระเครื่องไทย" ความหนากว่า ๔๐๐ หน้า สี่สีทั้งเล่มเข้าเล่มเย็บกี่อย่างดี วางจำหน่ายตามแผงหนังสือชั้นนำ แม้ว่าเซียนพระของสมาคมพระเครื่องจะระบุว่าเป็นการเล่นพระผิดทาง รูปพระสมเด็จที่จัดพิมพ์ในหนังสือเป็นพระที่วงการไม่เล่นกัน แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยสนใจการเล่นพระและซื้อหนังสือในแนวของชมรมนักอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยาม
นายกล้าบอกว่า ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้เล่นพระมีมาอย่างต่อเนื่อง ข้อเท็จจริงในการจัดสร้างพระสมเด็จวัดระฆังของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ยังหาข้อยุติไม่ได้ว่าท่านลงมือสร้างเมื่อใด แต่ก็มีผู้สันนิษฐานที่แอบอ้างว่ามีการสร้างจำนวนน้อย เช่น อ้างว่ามี ๔ พิมพ์ทรง แต่ละพิมพ์ทรงมีเพียง ๔-๕ แบบบล็อกแม่พิมพ์เท่านั้น ซึ่งมีปัญหาว่าทั้งๆ ที่ผู้แอบอ้างว่ารู้ดีนั้นก็เกิดไม่ทันเหมือนกัน ทำไมจึงไม่คิดว่าแนนการเล่นของกลุ่มตนเป็นการเล่นในแนวที่คับแคบ หลงผิด หรือเล่นเพื่อผูกขาดตัดตอน เคยคิดบ้างไหมว่าแนวทางที่เล่นนั้นผิด ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการทำลายบล็อกแม่พิมพ์อื่นๆ ที่สมเด็จโตสร้างขึ้นมา
อย่างไรก็ตามจากการรวบรวมของชมรม พิมพ์ทรงของพระสมเด็จ เฉพาะพิมพ์ทรงใหญ่เท่าที่รวบรวมมีบล็อกแม่พิมพ์มากถึง ๙๒ พิมพ์ พิมพ์ทรงเจดีย์มีบล็อกแม่พิมพ์ ๘ พิมพ์ พิมพ์เกศบัวตูมมีบล็อกแม่พิมพ์พิมพ์ 3 พิมพ์ พิมพ์ฐานแซมมีบล็อกแม่พิมพ์ ๖ พิมพ์ พิมพ์ทรงเส้นด้ายมีบล็อกแม่พิมพ์ ๓ พิมพ์ พิมพ์ทรงปรกโพธิ์เจดีย์มีบล็อกแม่พิมพ์ ๒ พิมพ์ และพิมพ์ทรงอกครุฑเศียรบาตรมีบล็อกแม่พิมพ์เพียง ๑ พิมพ์ ใครว่าพระสมเด็จที่สมาชิกทางชมเล่นเป็นของปลอม หากมีพระเหมือนรูปภาพตามรูปในหนังสือ โดยเฉพาะพระสมเด็จพิมพ์ทรงใหญ่ ตั้งแต่แม่พิมพ์ที่ ๑-๑๓ ที่บันทึกไว้ในหนังสือ เพียงนำพระมาให้ดูเฉยๆ เอาค่ารถค่าเสียเวลาไปเลย ๑ หมื่นบาท ไม่จำเป็นว่าจะต้องเช่าบูชา และหากเปิดราคาให้เช่าในราคาหลักล้านก็มีผู้ยินดีเช่าบูชา"
ทั้งนี้นายกล้าพูดทิ้งท้ายไว้อย่าน่าคิดว่า "พระแท้ไม่แท้อยู่ที่องค์พระไม่ได้อยู่ที่คนดู ผู้ที่ได้รับพระเครื่องที่เป็นมรดกตกทอดจากปู่ ยา ตา ยาย รวมทั้งผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ หากนำพระที่ห้อยอยู่ไปให้เซียนพระดูแล้วบอกว่าเป็นพระไม่ถึงยุค ก็อย่าคิดถอดพระหรือไม่แขวนพระองค์นั้นเลย ให้คิดเสียว่าเซียนตาไม่ถึง หรือมีความรู้ไม่มากพอ และให้คิดเสียว่าพระองค์นั้นๆ เป็นของที่ระลึก ผู้ให้มีเจตนาดี พระทุกองค์สามารถใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจได้เสมอ"
ทางใครทางมัน ในวงการพระเครื่องมีความขัดแย้งเรื่องพระเครื่องตลอดเวลา อย่างกรณี “พระถ้ำเสือ กรุวัดเขาดีสลัก” แบ่งออกเป็น ๒ ฝ่าย คือ "เซียนบางกลุ่มยอมรับว่าแท้ แต่อีกหนึ่งกลุ่มบอกว่าเก๊" เลยกลายเป็นพระมีปัญหา ถกเถียงกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุดจนถึงทุกวันนี้ แม้ว่านายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี ตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริงพระถ้ำเสือกรุวัดเขาดีสลัก และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสุพรรณบุรี เคยเปิดให้บูชาหาเงินสร้างกุศลมาแล้วองค์ละ ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ บาท เมื่อเกือบสิบปีที่ผ่านมา แต่เซียนพระยังไม่ยอมรับอยู่ดี
"ความเห็นไม่ตรงกัน หรือความชอบไม่ตรงกันเป็นเรื่องธรรมดาของทุกวงการไม่เฉพาะแต่วงการพระ ข้อถกเถียงและข้อขัดแย้งของพระรุ่นหนึ่งรุ่นใดเกิดขึ้นกับวงการพระเครื่องมาตลอด ที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ ในช่วงจตุคามรามเทพได้รับความนิยม บางคนเลือกเก็บเฉพาะที่หลวงหนุ่ยเป็นเจ้าพิธี ในขณะที่อีกกลุมหนึ่งเล่นของสายโกผ่อง รวมทั้งเลือกเก็บเฉพาะจตุคามฯ ที่จัดสร้างจาก จ.นครศรีธรรมราชเท่านั้น ใครชอบแนวไหนก็เล่นแนวนั้น การสะสมพระเครื่องเป็นความชอบส่วนบุคคล ที่สำคัญเราไม่ได้เป็นเจ้าของเงินอย่าไปเดือดร้อนแทนเขา" นี่เป็นความเห็นของนายวันชัย สอนมีทอง ประธานฝ่ายประสานงานสื่อมวลชนสมาคมพระเครื่องพระบูชาไทย
ด้าน พ.อ.อ.โกวิท แย้มวงษ์ หรือที่รู้จักกันในนาม "จ่าโกวิท" บรรณาธิการนิตยสาร "พระเครื่องอภินิหาร" และเจ้าของ www.jarkowit.com ผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการพระเครื่องมากว่า ๓๐ ปี บอกว่า เรื่องของการเล่นพระเป็นเรื่องของนานาจิตตัง ชอบใครชอบมัน การที่จะบอกว่าเป็นการเล่นพระผิดทางนั้นเป็นเรื่องอยาก เพราะต่างฝ่ายก็ต่างบอกว่าแนวทางที่กลุ่มของตนเล่นนั้นถูกต้อง อย่าว่าแต่คนภายนอกสมาคมเลย แม้ในสมาคมจะรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนเดียวกันแต่ก็ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกรณีพระถ้ำเสือ กรุวัดเขาดีสลัก พระขุนแผน หลวงปู่ทิม วัดระหารไร่ กลุ่มเซียนพระในท้องถิ่นเล่นแบบหนึ่ง ส่วนเซียนพระในกรุงเทพฯ เล่นอีกแบบหนึ่ง
อย่างไรก็ตามหากเปรียบเทียบการเล่นพระระหว่างชมรมนักอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยาม กับสมาคมพระเครื่อง สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ ชมรมนักอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยามจะเน้นไปที่ลักษณะของวิชาการ พระเครื่องพิมพ์ทรงและรุ่นเดียวกัน นอกจากมวลสารเหมือนกันแล้วขนาดต้องเท่ากันทุกองค์ (กว้าง ยาว หนา) ส่วนสมาคมเล่นในลักษณะปฏิบัติ ความแท้จริงของพระอยู่ที่เซียนเป็นผู้ชี้ขาด ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ ใครที่บอกว่าชมรมนักอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยามเล่นพระเก๊ แต่ชมรมนี้ก็ประกาศเช่าพระที่เซียนบอกว่าเก๊มาตลอด โดยพร้อมที่จะเช่าซื้อในราคาหลักล้าน ที่สำคัญคือแค่เอาพระมาให้ดูก็ได้ค่าน้ำมันรถและค่าเสียเวลา ๑๐,๐๐๐ บาททันที แต่ปรากฏว่าไม่มีใครหาพระมาให้เช่าได้เลย
ที่มาหนังสือพิมพ์คมชัดลึก เรื่องและภาพ ไตรเทพ ไกรงู
(คำนี้อาจจะใช้ได้ทั้งเก๊ดูยากและแท้ดูยาก) หากใครได้ยินคำเหล่านี้เข้า ก็ขอให้ทำใจเผื่อไว้ล่วงหน้าด้วย เพราะการปลอมพระนั้นเป็นเรื่องที่จะประมาทไม่ได้ พระมีการพัฒนาและลงทุนมากขึ้นทุกขณะ มีมาตั้งแต่พระเครื่องเริ่มมีราคาเช่าหากัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พระบางองค์มีอายุปลอมเฉียดๆ ๑๐๐ ปี เพราะพระบางองค์เจ้าของได้รับการสืบทอดมาจากคนรุ่นทวด แต่เจ้าของพระลืมไปว่าการปลอมพระมีกันมาตั้งแต่คนรุ่นทวดเช่นกัน
อย่างไรก็ตามตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย จะพยายามสร้างมาตรฐานให้วงการพระเครื่องโดยมีการออกใบรับรองพระแท้มาอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นที่ยอมรับเสมอไป โดยเฉพาะการไม่ยอมรับของ "ชมรมนักอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยาม" ซึ่งมี นายกล้า เกษสุรินทร์ชัย เป็นประธาน ถึงขนาดกับมีการเปิดฝึกอบรมส่องพระสมเด็จพร้อมมอบไปรษณียบัตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นเกียรติว่าเป็นผู้รู้จริงๆ ไม่ใช่รู้เพียงแค่พื้นฐานเท่านั้น ขณะเดียวกันยังมีการจัดพิมพ์หนังสือ "พระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม จักรพรรดิแห่งพระเครื่องไทย" ความหนากว่า ๔๐๐ หน้า สี่สีทั้งเล่มเข้าเล่มเย็บกี่อย่างดี วางจำหน่ายตามแผงหนังสือชั้นนำ แม้ว่าเซียนพระของสมาคมพระเครื่องจะระบุว่าเป็นการเล่นพระผิดทาง รูปพระสมเด็จที่จัดพิมพ์ในหนังสือเป็นพระที่วงการไม่เล่นกัน แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยสนใจการเล่นพระและซื้อหนังสือในแนวของชมรมนักอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยาม
นายกล้าบอกว่า ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้เล่นพระมีมาอย่างต่อเนื่อง ข้อเท็จจริงในการจัดสร้างพระสมเด็จวัดระฆังของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ยังหาข้อยุติไม่ได้ว่าท่านลงมือสร้างเมื่อใด แต่ก็มีผู้สันนิษฐานที่แอบอ้างว่ามีการสร้างจำนวนน้อย เช่น อ้างว่ามี ๔ พิมพ์ทรง แต่ละพิมพ์ทรงมีเพียง ๔-๕ แบบบล็อกแม่พิมพ์เท่านั้น ซึ่งมีปัญหาว่าทั้งๆ ที่ผู้แอบอ้างว่ารู้ดีนั้นก็เกิดไม่ทันเหมือนกัน ทำไมจึงไม่คิดว่าแนนการเล่นของกลุ่มตนเป็นการเล่นในแนวที่คับแคบ หลงผิด หรือเล่นเพื่อผูกขาดตัดตอน เคยคิดบ้างไหมว่าแนวทางที่เล่นนั้นผิด ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการทำลายบล็อกแม่พิมพ์อื่นๆ ที่สมเด็จโตสร้างขึ้นมา
อย่างไรก็ตามจากการรวบรวมของชมรม พิมพ์ทรงของพระสมเด็จ เฉพาะพิมพ์ทรงใหญ่เท่าที่รวบรวมมีบล็อกแม่พิมพ์มากถึง ๙๒ พิมพ์ พิมพ์ทรงเจดีย์มีบล็อกแม่พิมพ์ ๘ พิมพ์ พิมพ์เกศบัวตูมมีบล็อกแม่พิมพ์พิมพ์ 3 พิมพ์ พิมพ์ฐานแซมมีบล็อกแม่พิมพ์ ๖ พิมพ์ พิมพ์ทรงเส้นด้ายมีบล็อกแม่พิมพ์ ๓ พิมพ์ พิมพ์ทรงปรกโพธิ์เจดีย์มีบล็อกแม่พิมพ์ ๒ พิมพ์ และพิมพ์ทรงอกครุฑเศียรบาตรมีบล็อกแม่พิมพ์เพียง ๑ พิมพ์ ใครว่าพระสมเด็จที่สมาชิกทางชมเล่นเป็นของปลอม หากมีพระเหมือนรูปภาพตามรูปในหนังสือ โดยเฉพาะพระสมเด็จพิมพ์ทรงใหญ่ ตั้งแต่แม่พิมพ์ที่ ๑-๑๓ ที่บันทึกไว้ในหนังสือ เพียงนำพระมาให้ดูเฉยๆ เอาค่ารถค่าเสียเวลาไปเลย ๑ หมื่นบาท ไม่จำเป็นว่าจะต้องเช่าบูชา และหากเปิดราคาให้เช่าในราคาหลักล้านก็มีผู้ยินดีเช่าบูชา"
ทั้งนี้นายกล้าพูดทิ้งท้ายไว้อย่าน่าคิดว่า "พระแท้ไม่แท้อยู่ที่องค์พระไม่ได้อยู่ที่คนดู ผู้ที่ได้รับพระเครื่องที่เป็นมรดกตกทอดจากปู่ ยา ตา ยาย รวมทั้งผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ หากนำพระที่ห้อยอยู่ไปให้เซียนพระดูแล้วบอกว่าเป็นพระไม่ถึงยุค ก็อย่าคิดถอดพระหรือไม่แขวนพระองค์นั้นเลย ให้คิดเสียว่าเซียนตาไม่ถึง หรือมีความรู้ไม่มากพอ และให้คิดเสียว่าพระองค์นั้นๆ เป็นของที่ระลึก ผู้ให้มีเจตนาดี พระทุกองค์สามารถใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจได้เสมอ"
ทางใครทางมัน ในวงการพระเครื่องมีความขัดแย้งเรื่องพระเครื่องตลอดเวลา อย่างกรณี “พระถ้ำเสือ กรุวัดเขาดีสลัก” แบ่งออกเป็น ๒ ฝ่าย คือ "เซียนบางกลุ่มยอมรับว่าแท้ แต่อีกหนึ่งกลุ่มบอกว่าเก๊" เลยกลายเป็นพระมีปัญหา ถกเถียงกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุดจนถึงทุกวันนี้ แม้ว่านายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี ตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริงพระถ้ำเสือกรุวัดเขาดีสลัก และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสุพรรณบุรี เคยเปิดให้บูชาหาเงินสร้างกุศลมาแล้วองค์ละ ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ บาท เมื่อเกือบสิบปีที่ผ่านมา แต่เซียนพระยังไม่ยอมรับอยู่ดี
"ความเห็นไม่ตรงกัน หรือความชอบไม่ตรงกันเป็นเรื่องธรรมดาของทุกวงการไม่เฉพาะแต่วงการพระ ข้อถกเถียงและข้อขัดแย้งของพระรุ่นหนึ่งรุ่นใดเกิดขึ้นกับวงการพระเครื่องมาตลอด ที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ ในช่วงจตุคามรามเทพได้รับความนิยม บางคนเลือกเก็บเฉพาะที่หลวงหนุ่ยเป็นเจ้าพิธี ในขณะที่อีกกลุมหนึ่งเล่นของสายโกผ่อง รวมทั้งเลือกเก็บเฉพาะจตุคามฯ ที่จัดสร้างจาก จ.นครศรีธรรมราชเท่านั้น ใครชอบแนวไหนก็เล่นแนวนั้น การสะสมพระเครื่องเป็นความชอบส่วนบุคคล ที่สำคัญเราไม่ได้เป็นเจ้าของเงินอย่าไปเดือดร้อนแทนเขา" นี่เป็นความเห็นของนายวันชัย สอนมีทอง ประธานฝ่ายประสานงานสื่อมวลชนสมาคมพระเครื่องพระบูชาไทย
ด้าน พ.อ.อ.โกวิท แย้มวงษ์ หรือที่รู้จักกันในนาม "จ่าโกวิท" บรรณาธิการนิตยสาร "พระเครื่องอภินิหาร" และเจ้าของ www.jarkowit.com ผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการพระเครื่องมากว่า ๓๐ ปี บอกว่า เรื่องของการเล่นพระเป็นเรื่องของนานาจิตตัง ชอบใครชอบมัน การที่จะบอกว่าเป็นการเล่นพระผิดทางนั้นเป็นเรื่องอยาก เพราะต่างฝ่ายก็ต่างบอกว่าแนวทางที่กลุ่มของตนเล่นนั้นถูกต้อง อย่าว่าแต่คนภายนอกสมาคมเลย แม้ในสมาคมจะรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนเดียวกันแต่ก็ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกรณีพระถ้ำเสือ กรุวัดเขาดีสลัก พระขุนแผน หลวงปู่ทิม วัดระหารไร่ กลุ่มเซียนพระในท้องถิ่นเล่นแบบหนึ่ง ส่วนเซียนพระในกรุงเทพฯ เล่นอีกแบบหนึ่ง
อย่างไรก็ตามหากเปรียบเทียบการเล่นพระระหว่างชมรมนักอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยาม กับสมาคมพระเครื่อง สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ ชมรมนักอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยามจะเน้นไปที่ลักษณะของวิชาการ พระเครื่องพิมพ์ทรงและรุ่นเดียวกัน นอกจากมวลสารเหมือนกันแล้วขนาดต้องเท่ากันทุกองค์ (กว้าง ยาว หนา) ส่วนสมาคมเล่นในลักษณะปฏิบัติ ความแท้จริงของพระอยู่ที่เซียนเป็นผู้ชี้ขาด ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ ใครที่บอกว่าชมรมนักอนุรักษ์สะสมพระเครื่องสยามเล่นพระเก๊ แต่ชมรมนี้ก็ประกาศเช่าพระที่เซียนบอกว่าเก๊มาตลอด โดยพร้อมที่จะเช่าซื้อในราคาหลักล้าน ที่สำคัญคือแค่เอาพระมาให้ดูก็ได้ค่าน้ำมันรถและค่าเสียเวลา ๑๐,๐๐๐ บาททันที แต่ปรากฏว่าไม่มีใครหาพระมาให้เช่าได้เลย
ที่มาหนังสือพิมพ์คมชัดลึก เรื่องและภาพ ไตรเทพ ไกรงู
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)